มัลดีฟในฝัน
posted on 27 Mar 2011 00:47 by pooh11วันแรกที่มัลดีฟ ลงเครื่องที่สนามบินมันเล ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมัลดีฟ แต่น่าแปลกสนามบินที่นี่เหมือน เป็นแค่กำแพงกันระหว่างลานบินกับถนนรถยนต์แค่นั้นเอง เพียงแค่เดินผ่านด่านตรวจคนออกมาก็กลายเป็นถนน ข้ามถนนมาสามก้าวก็กลายเป็นท่าเรืออะไรมันจะติดกันขนาดนั้น หรือว่าบ้านนี้เมืองนี้พื้นที่มันน้อยหว่า แต่น้ำใสมากๆขอบอก ทะเลสีฟ้า ย้ำว่าฟ้าจริงๆ ลงเรือข้ามมาที่คลับเมด เกาะคานิ มาถึงเกาะ มีผ้าเย็นแจกด้วย ไม่ใช่พาเย็นแบบบ้านเรานะจ๊ะ เป็นผ้าขนหนูเย็นเจี๊ยบ ชื่นใจจริงๆ จะขอบอกว่าพนักงานหลากหลายชนชาติมากๆ ประทับใจการต้อนรับจริงๆ เรียงแถวกันสวัสดียาวประมาณ ห้าร้อยเมตรได้มั้ง สวัสดีกันจนมือพันกัน มีน้ำชาส้มมาต้อนรับกันด้วย ห้องพักทุกห้องของที่นี่ซีวิวทุกห้องเลยจ้า ทุ่มสิบนาทีก็ไปหาไรกินกัน บุฟเฟ่นานาชาติ กินกันไม่หวาดไม่ไหว อาหารแปลกๆอร่อยๆเยอะแยะไปหมด ว้าวๆ จัดหนักเลยคร๊า เสร็จแล้วไปที่บาร์มีคอกเทล มอคเทล และอื่นๆ บริการฟรีๆกันเลยทีเดียว ดื่มได้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถดื่มได้จากนั้นก็ชมการแสดง และเข้านอน หมดไปหนึ่งวัน
วันที่สองของมัลดีฟ ตื่นเช้า อาบน้ำ กินข้าว อาหารอร่อยนะ แต่ติดที่ว่าเราต้องรีบไปทดสอบการว่ายน้ำเพื่อไปดำน้ำดูปะการังเลยกินได้ไม่ค่อยเยอะเท่าที่อยากจะกิน พอมาถึงบททดสอบความถึก จะขอบอกว่าแค่ทดสอบก็หมดแรงแล้วจะเอาแรงที่ไหนไปดูปะการังเนี้ย สอบผ่านก็รับหน้ากากและตีนกบเตรียมขึ้นเรือกันได้เลย มาถึงจุดชมวิวใต้น้ำ แอบปวดฉี่นิดนึง จากนั้นก็ได้ขนมปังจากพี่ๆผู้หวังดีบอกว่าให้เอามาล่อปลาจะได้ว่ายมากิน ถือจนขนมปังเปื่อยยุ้ยก็ยังไม่เห็นปลามากินสักตัว ไกด์ก็ส่งเสียงเป็นการใหญ่ว่าอย่าให้อาหารปลา สักพักพนักงานก็มาเอาขนมปังจากมือเรา นึกว่าจะโดนว่าซะแล้ว ที่ไหนได้ เขาเอาขนมปังจากมือเรามาขยี้ๆลงทะเลแล้วปลาก็มากินกันเต็มเลย ว้าวๆๆ สวยจัง แล้วเขาก็พาทัวร์รอบทะเล ปลาเป็นฝูงเลยเรียกได้ว่าเป็นร้อยเลยทีเดียว หลายฝูงด้วยจะขอบอก ที่สำคัญพี่แกดำไปหยิบปลาดาวมาให้ดูด้วย ไม่เคยเห็นปลาดาวตัวเป็นมาก่อน ประสบการณ์ใหม่จริงๆ จากที่วนกันอยู่นานก็ตัดสินใจว่าเอาหละขอปลดเบาหน่อยนะ ยังไม่ทันจะสมใจคิดเขาก็ส่งเราขึ้นเรือซะงั้น โอ๊ยทำไงดีหละจะลาดอยู่แล้วอะ แบบว่าตัดสินใจนานไปหน่อย เลยถามพนักงานว่า where is toilet เขาก็ตอบกลับมาว่า here is big toilet ซวยเลยตูก็นี่มันบนเรือแล้วนี่นาจะให้ทำไงหละ เขาเลยแอบหย่อนเราลงทะเลอีกที คราวนี้แหละเป็นที่รู้กันถ้วนหน้าว่าอีนี่มานลงไปฉี่ เห้อ..เศร้าใจ แต่ได้เรียนรู้ว่าการฉี่ที่ทะเลแห่งนี้ต้องปล่อยลมปรานน่าดู หยุดปล่อยเมื่อไหร่มันก็หยุดเมื่อนั้น ไม่ไหว ปล่อยไปครึ่งเดียว ลมปราณหมดต้องเก็บมาต่อบนเกาะ กลับมาอาบน้ำเสร็จกำลังจะกินข้าวเที่ยง พอนั่งลงก็มีคนมาบอกว่า เครื่องบินชมเกาะเที่ยว 13.15 พร้อมแล้วที่จะออกเดินทาง เลยต้องพักเรื่องกินไว้ก่อน คอยดูเหอะลงมาเมื่อไหร่จะจัดการให้เรียบ ขึ้นเครื่องบินชมเกาะจะบอกว่าสวยมากๆ แต่เครื่องบินร้อนไปนิสถึงแม้ว่าจะเปิดพัดลมแล้วก็ตามเล่นเอาคนถึกอย่างเราแทบจะเมาเครื่องเลยทีเดียว ลงมาเกิดอาการไม่อยากกินไรทั้งนั้น เลยกินไปแค่จานเดียว ฮ่าๆๆ แล้วก็เดินชมเกาะจนไปเจอห้องพักกลางทะเล ห้องละ สี่ถึงเจ็ดหมื่นต่อคืนกันเลยทีเดียว สวยมาก พนักงานพาเดินชมห้อง แอบรู้สึกอยากมาอยู่จัง จากนั้นก็เดินชมรอบเกาะแล้วก็มากินข้าวเย็น มื้อนี้จัดหนักหน่อยชดเชยมื้อเช้ากับมื้อเที่ยงที่พลาดไป แล้วก็มานั่งเล่นสักพักก็ขอตัวไปว่ายน้ำ กลับมาอาบน้ำนอน หมดไปอีกหนึ่งวัน
วันที่สามตื่นเช้ากินข้าวชิวๆกะไปล่องเรือใบหรือที่เรียกว่า “กาเตมาลา” ตามภาษาท้องถิ่น ไปถึงก็อดไปตามระเบียบเพราะคนที่จะเล่นเรือใบแต่ต้องการคนสอนต้องมาลงชื่อไว้ ซึ่งตอนนี้เต็มแล้ว และเต็มไปจนถึงรอบบ่าย วันนี้ก็เลยอด ไม่เป็นไรไปพายคายัคชมเกาะก็ได้ ก่อนไปบอกว่าอย่าลงจากเรือไปว่ายน้ำเล่นนะเพราะแถวนี้กะเบนและหอยเม่นดุมาก 55+ ขึ้นจากเรือก็มานอนอาบแดดอยู่ครู่ใหญ่ก็ได้เวลากินข้าวเที่ยง (เอ๊ะ!นี่มันทริปกินเที่ยวนอน ชิมิ) กินข้าวเสร็จก็มาอาบน้ำทำตัวชิวๆอีกเช่นเคยบ่ายสองกว่าๆจะไปดำน้ำตื้นเสียหน่อย (รอบบ่ายเขาเริ่มตอน บ่ายสองตรง แต่นี่บ่ายสองกว่าเพิ่งออกจากห้อง) เดินทางกันอย่างใจเย็นไปถึงเขากำลังจะขึ้นเรือกันแล้ว เลยแอบไปกระซิบจีโอว่าขอไปด้วยได้ไหม เขาเลยบอกว่าต้องทำการทดสอบดำน้ำเสียก่อนซึ่งไม่ทันแล้ว เรากำลังจะออกเดินทางกันแล้ว ก็เลยบอกไปว่าเมื่อวานไปมาแล้วผ่านการทดสอบแล้ว เขาก็เลยให้ติดสอยห้อยตามไปด้วย อิอิ อ้อนญี่ปุ่นสำเร็จ แต่จากที่ไปสังเกตการใต้ทะเลมาสองวันก็รู้สึกว่าปะการังที่ไทยสวยกว่า แอบเข้าข้าง แต่ปลาเขาสวยดีมากันทีเป็นฝูง ที่ไทยมาทีละตัว หรือเราหาไม่เจอเองก็ไม่รู้ คู่รักญี่ปุ่นที่ไปด้วยกันแอบเอากล้องกันน้ำมา เราก็แอบไปขอเมมเขามาลงเครื่องเรา เรียกว่าขโมยกันเห็นๆ ทำไงได้ไม่มีกล้องกันน้ำนี่นา แต่อยากได้รูปอะให้ทำไง กลับมาก็อาบน้ำเปลี่ยนชุดไปถ่ายรูปกันอย่างเมามัน เดินเล่นอีกแป๊บแล้วก็มากินข้าวเย็น (กินอีกแล้วเหรอ) อาหารอาหย่อยมั๊กๆ ทุกมื้อไม่ซ้ำกันเลย สังเกตุว่าตอนนี้พุงเริ่มออกเยอะแล้วเนี้ย กลับไทยขอไปชั่งน้ำหนักสักหน่อย แล้วก็มาปาร์ตี้อีกนิดหน่อยจากนั้นก็ กลับมาอาบน้ำนอน เหนื่อยมากมายเลยวันนี้ นอนดีกว่า Last night in Maldives at club med kani island. Bye bye my room.
วันสุดท้ายที่มัลดีฟ วางแผนไว้เป็นอย่างดีว่าจะตื่นตีห้าครึ่งไปตามหาที่มาของคลื่นยักที่หลังเกาะ พอมอนิ่งคอลที่สั่งไว้ตีห้าดังขึ้นรับเสร็จก็วางสายนอนต่ออย่างสบายใจ หกโมงกว่าน้องมาปลุกตายหละหว่าฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย วิ่งปลู๊ดไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำ หน้าไม่ล้างฟันไม่แปรงเดินตามหลังน้องออกไป ไหนใครบอกน้ำแค่เข่า เดินไปนี่จะถึงก้นอยู่แล้ว (หรือว่าเราเตี้ยเองหว่า) กว่าจะไปถึงที่หมาย เล่นเอาเลือดตาแทบกระเด็น ก็มันทั้งไกลทั้งเดินลำบากนี่สิ ปะการังเต็มทั่วท้องทะเล เดินหลบบ้างเดินเหยียบบ้าง ต้องขอโทษจริงๆนะคะ อยากจะให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สักหน่อย แต่เหมือนจะทำลายน้อยๆเลยอะ ได้ถ่ายรูปกับคลื่นยักสักหน่อยก็แอบพอใจขากลับนี่สิทำเอาลำบากใจ มองลอดใต้หินเจอหอยเม่นตัวแรกรู้สึแปลกใจ เพราะเกิดมาไม่เคยเห็นหอยเม่นตัวเป็นๆยังแอบไปถ่ายรูปคู่ เดินมาอีกสักพักเริ่มเห็นเยอะขึ้น นี่มันสวรรค์ของหอยเม่นเลยหรือไง น่ากลัวมากๆ ได้ยินเสียงจ๋อมมาจากที่ไกลๆ พร้อมวงน้ำที่กระจายออก หันไปทางต้นเสียง สักพักก็เห็นคลีบฉลามว่ายวนๆอยู่ น้องบอกกลัวๆ (คิดในใจกรูก็กลัว) เลยตอบกลับไปว่าไม่ต้องกลัวน้ำตื้นแค่เกือบเอว ฉลามใหญ่มันเข้ามาไม่ได้หรอก คงจะเป็นแค่ลูกฉลาม (แต่ทางที่ดีเราควรรีบออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด) เดินมาอีกสักพักเจอปลิงทะเล อะไรกัน นี่มันสมบูรณ์ขนาดนี้เลยเหรอ มีสัตว์ทุกชนิดรวมตัวกันอยู่ รู้อย่างนี้ฉันจะไม่ยอมเสี่ยงชีวิตมาหรอกนะ กลับมาถึงฝั่งแอบดีใจมากมายที่เอาชีวิตกลับมาได้รีบหม่ำอาหารเช้าเพื่อเป็นกำลังในการทำกิจกรรมต่อไป อาบน้ำแล้วกลับมารอเล่นเรือใบ (กาตามารา ชื่อตามภาษาถิ่น) พอจะถึงคิวฉันก็ดันลมหมด ก่อนหน้านี้ก็เห็นพัดกันอย่างดีเหมือนพายุเข้า พอคิวฉันทำไมลมสงบยังกับอยู่ในบ้านชั้นใต้ดิน สักพักลมมา พากันดีใจวิ่งขึ้นเรือ ไปได้ถึงกลางทะเลก็นั่งเล่นรอลมมาอีกครั้ง ชีวิตนักสู้น้อย คิดว่าจะต้องเอามือพายกลับซะแล้ว แล้วสวรรค์ก็เกิดอาการสงสาร ส่งลมมาพัดเราให้กลับฝั่ง จากนั้นก็มานั่งเล่นริมสระน้ำวิวทะเลเชยชมบรรยากาศครั้งสุดท้ายก่อนกลับไทย จากนั้นกินข้าวแล้วก็ซื้อของฝากเป็นอันครบสูตรการมาเที่ยว เตรียมตัวกลับไทย มีความสุขสนุกสนานกันถ่วนหน้า นึกว่าจะปลอดภัยแล้ว ก็ไม่วายเจอเรื่องอีกจนได้ นั่งเรือมาที่สนามบิน เกิดการขับเรือปาดหน้ากันซะงั้น เรือที่เรานั่งมาเกิดไม่พอใจขับปาดคืนซะงั้น โอ้วนึกว่าจะมีเฉพาะรถยนต์ในไทยที่ขับปาดกัน เรือที่มัลดีฟเขาก็ปาดกันหรือนี่ แม่จ๋าหนูอยากกลับบ้าน ถึงสนามบินอย่างปลอดภัย จัดการกับสัมภารเสร็จก็จัดการถ่ายรูปภาพประทับใจสักหน่อย จนเครื่องเกือบจะดีเลย์ เล่นถ่ายทุกที่ทุกมุมไม่เว้นแม้แต่บันไดขึ้นเครื่องรวมไปถึงประตูเครื่อง นี่ฉันเป็นไรมากมายไม๊ กล่าวอำลามัลดีฟในใจ แล้วพบกันใหม่นะมัลดีฟจ๋า
เที่ยงคืนตรง เวลาท้องถิ่นในไทย เราก็ได้เหยียบประเทศไทยสมใจอยาก แต่เหนื่อยเหลือเกินไม่ว่างจะมาถ่ายรูปแล้วหละ กลับโรงแรมกินก๋วยเตี๋ยว แล้วก็นอนสลบไปพักใหญ่ตื่นมาก็เก็บของกลับบ้าน เป็นอันจบทริปการเดินทางสู่มัลดีฟเพียงเท่านี้